PEOPLE · CRAFT · CUSTOM CULTURE
THE
BUILDER
Arlen Ness: จาก Knucklehead ราคา 300 ดอลลาร์ สู่ชื่อที่เปลี่ยนวัฒนธรรม Custom Bike

ก่อนที่ชื่อ Arlen Ness จะอยู่บนรถ Custom ที่คนทั่วโลกรู้จัก รวมไปถึงล้อ กระจกมองข้าง ชุดกรองอากาศ และของแต่งอีกมากมาย เขาเป็นคนทำงานขนย้ายเฟอร์นิเจอร์ที่เก็บเงินจากการแข่งขันโบว์ลิ่งเพื่อซื้อ Harley มือสองสักคัน รถคันนั้นเปิดทางให้เขาได้ทดลองสิ่งที่อยากทำ และค่อย ๆ พาเขาจากโรงรถที่บ้านไปสู่การเป็นผู้สร้างคนสำคัญของวงการมอเตอร์ไซค์
สำหรับคนที่แต่งรถ Harley-Davidson ชื่อ Arlen Ness อาจเป็นชื่อที่เคยเห็นบนกล่องของแต่ง ก่อนจะได้รู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังชื่อนี้เคยสร้างรถแบบไหนมาบ้าง
บางคนรู้จักเขาผ่านรถทรงเตี้ยยาว บางคนจำรถที่นำเส้นสายของ Chevrolet ปี 1957 มาอยู่บนสองล้อได้ ขณะที่อีกหลายคนอาจใช้ชิ้นส่วนของเขาอยู่บนรถโดยไม่เคยเห็นภาพเจ้าของชื่อเลย
เมื่อย้อนกลับไปดูเส้นทางของ Ness เราจะพบว่าการสร้างรถ การออกแบบของแต่ง และการทำธุรกิจ เติบโตควบคู่กันมาตลอด แต่ทั้งหมดเริ่มจากความอยากมีมอเตอร์ไซค์สักคัน และความรู้สึกว่ารถคันนั้นยังเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้อีก
เงินจากลานโบว์ลิ่งกับ Harley คันแรก
Arlen Ness เกิดเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 1939 และเติบโตขึ้นมาในแคลิฟอร์เนีย ท่ามกลางวัฒนธรรมรถ Hot Rod ที่มีอิทธิพลต่อความชอบของเขา ก่อนจะทำงานกับมอเตอร์ไซค์เต็มตัว เขามีครอบครัวและทำงานขนย้ายเฟอร์นิเจอร์ ส่วนอีกกิจกรรมที่ทำอย่างจริงจังคือการแข่งขันโบว์ลิ่งที่มีเงินรางวัล
เขาสะสมเงินจากการแข่งขันเอาไว้ จนวันหนึ่งพบ Harley-Davidson Knucklehead ปี 1947 จอดติดป้ายขายอยู่ใน Oakland ราคา 300 ดอลลาร์พอดีกับเงินที่มีอยู่ Ness จึงตัดสินใจซื้อรถคันนี้ขึ้นมา และนั่นก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตอีกโลกหนึ่ง และต่อมา Knucklehead คันนี้ก็กลายมาเป็นที่รู้จักในชื่อ The Untouchable

การซื้อรถไม่ได้ทำให้ Beverly ภรรยาของเขายินดีนักในตอนแรก แต่สำหรับ Ness เมื่อมีรถอยู่ในโรงรถแล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือการลงมือเปลี่ยนมัน เขาปรับรูปทรงถังน้ำมัน ทำสี และนำรถไปออกงาน จนผลงานเริ่มดึงความสนใจจากช่างภาพนิตยสาร
งานสีบนรถของตัวเองทำให้มีคนขอให้เขาช่วยทำรถให้ จากงานที่ทำหลังเลิกงานจึงค่อยๆ กลายเป็นอาชีพ ก่อนขยับจากโรงรถที่บ้านใน San Leandro ไปสู่ร้านบนถนน East 14th Street ในช่วงต้นทศวรรษ 1970
รถคันเดิมที่ถูกสร้างใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า
เกร็ดหนึ่งที่ช่วยให้เห็นชีวิตช่วงเริ่มต้นของ Ness ได้ชัด คือเขาไม่ได้มีเงินซื้อรถใหม่มาสร้างได้เรื่อย ๆ เมื่อมีครอบครัวต้องดูแล ทางเลือกของเขาคือกลับไปทำ Knucklehead คันเดิมอีกครั้ง
เขาเปลี่ยนสี ปรับรายละเอียด แล้วนำไปให้สื่อถ่ายภาพ ก่อนจะเอากลับมาทำใหม่สำหรับโอกาสถัดไป รถหนึ่งคันจึงผ่านการทดลองหลายครั้งตามความคิดและฝีมือที่พัฒนาขึ้น จนในที่สุดเขาจึงเก็บเงินได้พอซื้อรถอีกคัน
เมื่อมองจากจุดนี้ The Untouchable จึงบอกเรื่องราวได้มากกว่าการเป็นแค่รถคันแรกของคนดัง มันทำให้เราเห็นการฝึกฝนที่เกิดขึ้นกับของชิ้นเดิม การทดลองซ้ำๆ และการแก้งานจนเริ่มค้นพบว่าตัวเองชอบอะไร
รถที่ทำให้ Ness เริ่มมีชื่อเสียง จึงเป็นรถที่อยู่กับเขามาตั้งแต่ช่วงที่ยังต้องค่อยๆ หาทางไปต่อ
เตี้ย ยาว และอิทธิพลจากรถแข่งทางตรง
ในยุคที่ Chopper กำลังเป็นภาพจำของวัฒนธรรมมอเตอร์ไซค์อเมริกัน Ness เป็นนักสร้างรถคนสำคัญที่ผลักดันแนวทาง Digger ซึ่งเชื่อมโยงกับวงการ Custom ในแถบ Bay Area รถลักษณะนี้ได้รับอิทธิพลจากรถแข่ง Drag โดยให้ความสำคัญกับตัวรถที่ดูต่ำ ยาว และเพรียว
เมื่อมองรถในแนวทางนี้จากด้านข้าง เราจะเห็นว่าเบาะ ถังน้ำมัน แฮนด์ และตัวเฟรมมีการจัดวางแนวเส้นร่วมกันอย่างไร ความรู้สึกของรถเกิดจากสัดส่วนที่ส่งต่อกันตลอดทั้งคัน
ตัวอย่างอย่าง Yellow Chopper ของ Ness ยังเผยให้เห็นวิธีทำงานของยุคนั้น รถใช้เฟรม Harley-Davidson VL ที่ดัดแปลงให้รับเครื่อง Shovelhead ปี 1969 มีการแก้ท่อเหล็กด้านบนของเฟรมและทำแนวท่อไอเสียให้เข้ากับตัวรถ เพราะชิ้นส่วนจากโรงงานไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ประกอบกันได้พอดีตั้งแต่แรก

รายละเอียดเหล่านี้ช่วยให้เข้าใจคำว่า Builder ได้ชัดขึ้น การเลือกชิ้นส่วนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของงาน ส่วนที่เหลือคือการทำให้ทุกอย่างอยู่ร่วมกันได้ ทั้งในทางช่างและในภาพที่ผู้สร้างอยากเห็น
ยุค 1990: เมื่อรถทั้งคันกลายเป็นงานออกแบบ
เมื่อชื่อเสียงและธุรกิจเติบโตขึ้น Ness ก็มีโอกาสทำงานร่วมกับช่างและนักออกแบบที่มีความเชี่ยวชาญต่างกัน ผลงานในยุค 1990 แสดงให้เห็นการทดลองกับพื้นผิวและตัวถังที่มีบทบาทมากขึ้น จนรถบางคันดูคล้ายประติมากรรมที่มีเครื่องยนต์อยู่ภายใน
Ness-Stalgia เป็นตัวอย่างที่จำได้ง่าย รถคันนี้นำบุคลิกของ Chevrolet ปี 1957 มาตีความใหม่บนมอเตอร์ไซค์ โดยมี Carl Brouhard เป็นผู้เสนอแนวคิด และ Ron Covell รับหน้าที่ขึ้นรูปงานตัวถังอะลูมิเนียม เส้นสายด้านท้ายและรายละเอียดที่ชวนให้นึกถึงรถอเมริกันยุคนั้น ถูกจัดสัดส่วนใหม่ให้เข้ากับรถสองล้อ


เกร็ดของขั้นตอนออกแบบก็น่าสนใจ ทีมงานใช้ภาพถ่ายโครงรถที่ประกอบล้อและเครื่องยนต์แล้วมาขยายขนาด จากนั้นวางกระดาษโปร่งแสงทับเพื่อร่างเส้นตัวถัง ก่อนส่งต่อขนาดและรูปทรงให้ช่างลงมือทำ

วิธีนี้ทำให้เห็นว่าการออกแบบเริ่มจากการดูของจริงและค่อยๆ วางเส้นสายต่างๆลงไปบนข้อจำกัดที่มีอยู่ ถัง เบาะ ล้อ และเครื่องยนต์ต้องมีที่ทางของตัวเอง ขณะเดียวกันก็ต้องช่วยให้ภาพรวมออกมาได้ตามที่ตั้งใจ
อีกคันคือ Smooth-Ness ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากประติมากรรมรถ Bugatti ที่ Ness มีอยู่ เส้นสายโค้งไหลต่อเนื่องให้บรรยากาศแบบ Art Deco โดยมี Craig Naff ขึ้นรูปตัวถังอะลูมิเนียมด้วยมือ Ness เคยนำรถคันนี้ขี่ไปร่วมงานทั้งที่ยังไม่ได้ทำสี เพื่อให้เห็นงานโลหะอย่างเต็มที่

เมื่อวางสองคันนี้ไว้ด้วยกัน เราจะเห็นความสนใจของเขาที่กว้างกว่าสไตล์ใดสไตล์หนึ่ง ทั้งรถอเมริกันยุคหางปลาและเส้นโค้งของรถยุโรปสามารถกลายเป็นวัตถุดิบในการคิดงานได้ จุดสำคัญอยู่ที่การแปลงสิ่งที่ชอบให้เข้ากับสัดส่วนของมอเตอร์ไซค์
ชื่อ Arlen Ness จึงเป็นที่จดจำผ่านรถที่มีบุคลิกต่างกัน แต่มีความตั้งใจร่วมกันคือทำให้ภาพที่คิดไว้ปรากฏออกมาอย่างชัดเจนทั้งคัน
จากชิ้นส่วนในอู่สู่แคตตาล็อกของแต่ง
อีกด้านหนึ่งที่ทำให้ Ness มีอิทธิพลต่อวงการอย่างกว้างขวาง คือการทำให้คนทั่วไปสามารถซื้อชิ้นส่วนจากแนวคิดของเขาไปใช้กับรถตัวเองได้
แคตตาล็อกยุคแรกของกิจการเป็นเพียงรายการสินค้าและราคาที่ Bev ช่วยพิมพ์ขึ้นมา เมื่อลูกค้าเริ่มติดต่อมาจากพื้นที่อื่น Ness ก็ต้องเรียนรู้ทั้งการรับคำสั่งซื้อและการจัดส่งไปพร้อมกับการทำของแต่ง ธุรกิจที่เริ่มจากคนในครอบครัวจึงค่อยๆ ขยายออกไป
ต่อมาเขาเป็นหนึ่งในคนที่มองเห็นโอกาสของการใช้ CNC ผลิตของแต่งจากอะลูมิเนียม Billet ตั้งแต่กระจกไปจนถึงชิ้นส่วนอื่นๆ เทคโนโลยีการผลิตจึงเข้ามาช่วยให้รูปทรงที่ออกแบบไว้สามารถทำซ้ำและจำหน่ายให้คนจำนวนมากได้
หากมองจากฝั่งคนขี่ ผลของเรื่องนี้อยู่ใกล้ตัวมาก เราอาจไม่มีโอกาสครอบครองรถที่ Ness สร้างทั้งคัน แต่ยังเลือกใช้ชิ้นส่วนที่นำแนวทางของเขามาเป็นส่วนหนึ่งของรถเราได้
อิทธิพลของ Builder จึงเดินทางไปกับรถที่คนอื่นนำชิ้นส่วนต่างๆไปแต่งต่อ แต่ละคนเลือกใช้เพียงของแต่งบางอย่าง จัดวางร่วมกับชิ้นส่วนอื่น แล้วสร้างบุคลิกใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง
เมื่อชื่อ Ness ไปอยู่บนรถจากโรงงาน
ความร่วมมือกับ Victory Motorcycles เป็นอีกช่วงสำคัญที่ทำให้งานของตระกูล Ness เดินทางไปถึงรถที่ผลิตจำหน่ายจริง ทั้ง Arlen, Cory และ Zach ต่างมีส่วนในรถกลุ่ม Ness Signature Series
หนึ่งในจุดเริ่มต้นคือ Arlen Ness Signature Series Vegas รุ่นปี 2004 ซึ่งนำงานสี ล้อ และของแต่งมาเป็นองค์ประกอบของรถรุ่นพิเศษจากโรงงาน ต่อมาแนวทางนี้ขยายไปสู่รถหลายรุ่น รวมถึง Victory Vision ที่ให้พื้นที่กับงานออกแบบบนรถ Touring ของ Arlen Ness อย่างเต็มที่


สำหรับเรื่องราวของ Ness นี่คือการขยายขอบเขตงานอีกครั้ง แนวคิดที่เคยอยู่บนรถเฉพาะคันต้องถูกพัฒนาให้เหมาะกับการผลิต ผู้ซื้อสามารถรับรถที่มีบุคลิกจากนักแต่งรถได้ตั้งแต่ออกจากโชว์รูม แล้วค่อยนำไปแต่งต่อในแนวทางของตัวเอง
NESS SIGNATURE SERIES — MODEL YEAR 2013



ครอบครัวที่สร้างรถด้วยกัน และต่างคนต่างมีลายเซ็น
ธุรกิจของ Ness เติบโตขึ้นพร้อมกับคนในครอบครัว โดยเฉพาะ Cory Ness ลูกชายที่ทำงานทั้งด้านการสร้างรถและการบริหารกิจการ ส่วนรุ่นหลานอย่าง Zach Ness ก็เข้ามาสานต่องานออกแบบและสร้างรถ
แต่การเติบโตภายใต้นามสกุลเดียวกันก็ไม่ได้ทำให้ผลงานต้องเหมือนกันทั้งหมด Cory มีรถและแนวทางที่ได้รับการยอมรับของตัวเอง และยังเคยแข่งขันกับพ่อในรายการ Biker Build-Off ปี 2004 ซึ่งครั้งนั้นลูกชายเป็นฝ่ายชนะ
เกร็ดนี้ทำให้ภาพของครอบครัว Ness มีชีวิตขึ้นมา เราเห็นทั้งการถ่ายทอดความรู้และพื้นที่ที่คนรุ่นถัดไปได้ทดลองแนวทางของตัวเอง การสืบต่อกิจการจึงเดินไปพร้อมกับการสร้างผลงานใหม่ที่มีเจ้าของความคิดชัดเจน

สิ่งที่ Arlen Ness ฝากไว้
Arlen Ness ได้รับการบรรจุชื่อเข้าสู่ AMA Motorcycle Hall of Fame ในปี 1992 และได้รับ Lifetime Achievement Award จาก Sturgis Motorcycle Museum & Hall of Fame ในปี 2016 ก่อนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2019 ในวัย 79 ปี
รางวัลเหล่านี้ช่วยยืนยันการยอมรับที่เขาได้รับตลอดชีวิต แต่เมื่อมองผ่านเรื่องราวทั้งหมด สิ่งที่น่าติดตามต่อคือวิธีคิดที่ส่งผ่านจากผลงานหนึ่งไปสู่อีกผลงานหนึ่ง

เขาเริ่มจากการแต่งรถที่มีอยู่ให้เป็นอย่างที่อยากเห็น ค่อยๆเรียนรู้จากการทำซ้ำ เปิดรับแรงบันดาลใจจากรถและงานออกแบบรอบตัว แล้วทำงานร่วมกับคนที่ช่วยให้ความคิดนั้นกลายเป็นจริงได้
ส่วนธุรกิจของแต่งก็ทำให้แนวคิดจากอู่ของเขาเข้าถึงคนขี่อีกจำนวนมาก ล้อ กระจก หรือชิ้นส่วนเพียงชิ้นเดียว อาจเป็นจุดเริ่มต้นให้เจ้าของรถกลับมาคิดถึงภาพรวมของรถตัวเอง และอยากลงมือทำอะไรต่อ
ครั้งต่อไปที่เห็นชื่อ Arlen Ness อยู่บนชิ้นส่วนสักชิ้น ลองมองให้ไกลกว่าชื่อแบรนด์อีกนิด เบื้องหลังนั้นคือเส้นทางของคนที่เคยมีเงินพอซื้อ Harley มือสองเพียงคันเดียว และใช้รถคันนั้นค้นหาว่าความคิดของตัวเองจะพาไปได้ไกลแค่ไหน
