เบื้องหลังรถ Custom ที่ทำให้เราจำได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น มักเริ่มจากคนที่กล้าลองทำบางอย่างที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ บางคนเริ่มจากการหั่นสั้นบังโคลนในโรงรถ บางคนสร้างชิ้นส่วนขึ้นใหม่ด้วยมือ และบางคนทำให้แนวคิดจากอู่เล็ก ๆ เดินทางไปถึงสายการผลิตของโรงงานใหญ่ เรื่องราวของคนเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของ Series “The Builder”
เวลามองรถ Custom สักคัน สิ่งที่ดึงสายตาเราอาจเป็นทรงรถ งานสี เครื่องยนต์ หรือรายละเอียดเล็ก ๆ ที่เจ้าของตั้งใจเลือกมา แต่เมื่อมองให้นานขึ้น เราจะเริ่มสงสัยว่าใครเป็นคนคิดให้รถออกมาแบบนี้ และทำไมเขาถึงเลือกทำเช่นนั้น
ทำไมรถบางคันต้องเตี้ยและยาวจนดูเหมือนกำลังเคลื่อนที่ทั้งที่จอดอยู่? ทำไมบางคันปล่อยให้เห็นผิวโลหะและรอยเชื่อม? แล้วทำไม Harley บางคันจึงถูกแต่งให้มีบุคลิกใกล้รถแข่งมากกว่ารถ Cruiser ที่เราคุ้นเคย?
คำตอบอยู่ที่คนสร้าง และสิ่งที่เขาต้องการนำเสนอจากรถมอเตอร์ไซค์คันนั้น
วัฒนธรรม Custom เติบโตขึ้นจากคนจำนวนมาก ทั้งช่างเครื่อง ช่างเชื่อม ช่างสี นักออกแบบ ผู้ผลิตของแต่ง และเจ้าของรถที่ลงมือทำเอง บางชื่อกลายเป็นตำนาน ขณะที่อีกหลายคนส่งอิทธิพลผ่านผลงานโดยที่คนรุ่นหลังอาจไม่เคยรู้จักชื่อของเขาเลย
การทำความรู้จัก Builder จึงช่วยให้เรามองรถได้ลึกขึ้น จากรถที่ถูกใจ ไปสู่ความเข้าใจว่าแนวทางนั้นเกิดขึ้นมาอย่างไร
ก่อนจะมีชื่อเสียง มีบางคนเริ่มต้นอยู่ในโรงรถ
รากของการแต่งรถอเมริกันย้อนกลับไปได้ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ทั้งรถแบบ Cut-down และ Bob-job ซึ่งค่อย ๆ พัฒนาไปสู่ Show Bike และ Chopper ในเวลาต่อมา ประวัติศาสตร์ช่วงนี้มีทั้ง Harley-Davidson, Indian และรถจากแบรนด์อื่นร่วมอยู่ด้วย วัฒนธรรม Custom จึงเติบโตจากการทดลองหลากหลายทางมาตั้งแต่ต้น
แรงจูงใจของคนแต่งรถมีตั้งแต่ความต้องการลดน้ำหนัก ทำให้รถคล่องตัวขึ้น ไปจนถึงความชอบในรูปลักษณ์ บังโคลนถูกตัดให้สั้น ชิ้นส่วนบางอย่างถูกถอดออก เบาะและแฮนด์ถูกเปลี่ยนให้เข้ากับคนขี่ เมื่อทำต่อเนื่องกันไป รถที่เคยออกจากโรงงานเหมือนกันก็เริ่มมีบุคลิกต่างกันชัดเจน
จากการปรับรถให้เหมาะกับตัวเอง งานแต่งค่อย ๆ ขยายไปถึงการเปลี่ยนสัดส่วน สร้างถังน้ำมัน ออกแบบเฟรม และผลิตชิ้นส่วนที่ไม่มีให้ซื้อสำเร็จรูป
ตรงนี้เองที่บทบาทของ Builder เริ่มชัดขึ้น เขาต้องมองรถทั้งคันให้เป็นภาพเดียวกัน และทำให้สิ่งที่คิดไว้กลายเป็นของจริง งานหนึ่งคันอาจเกิดจากฝีมือหลายคน แต่ต้องมีแนวคิดที่เชื่อมทุกส่วนเข้าด้วยกัน
Chopper และคนสร้างที่อยู่เบื้องหลังภาพจำ
เมื่อพูดถึง Chopper หลายคนคงนึกถึงรถหน้ายาว แฮนด์สูง และภาพการเดินทางบนถนนอเมริกัน โดยเฉพาะรถในภาพยนตร์ Easy Rider ปี 1969 ซึ่งกลายเป็นภาพจำสำคัญของวัฒนธรรมนี้
ชื่อ Peter Fonda และ Dennis Hopper เป็นที่จดจำในฐานะนักแสดงนำ ส่วนเบื้องหลังรถที่ปรากฏบนจอ มี Cliff Vaughs และ Ben Hardy เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการออกแบบและสร้าง ร่วมกับผู้เกี่ยวข้องคนอื่น ๆ
เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า รถ Custom สามารถเดินทางออกจากอู่ไปมีความหมายในโลกภาพยนตร์ ดนตรี และวิถีชีวิตได้ รูปทรงของรถคันหนึ่งอาจกลายเป็นภาพที่คนทั้งรุ่นจดจำ แล้วถูกนำไปตีความใหม่อีกนับครั้งไม่ถ้วน
เมื่อมองย้อนหลัง เราจึงควรให้ความสนใจกับคนที่ลงมือสร้างด้วย เพราะรถที่มีชื่อเสียงกับผู้สร้างที่ได้รับการจดจำ อาจไม่ได้เดินทางไปพร้อมกันเสมอ
Arlen Ness: เมื่อจินตนาการกลายเป็นแนวทางให้คนอื่นทำตาม
Arlen Ness เป็นหนึ่งในชื่อของ Builder คนสำคัญที่ช่วยขยายขอบเขตของรถ American Custom เขาเริ่มแต่ง Harley-Davidson Knucklehead ปี 1947 ของตัวเองในช่วงทศวรรษ 1960 ก่อนพัฒนาผลงานจนเป็นที่สนใจ และสร้างธุรกิจของแต่งที่ใช้ชื่อของเขา แนวทางการออกแบบของ Ness ถูกศึกษาและนำไปต่อยอดทั้งโดย Builder คนอื่นและนักออกแบบจากโรงงาน
ความน่าสนใจของ Ness อยู่ที่การมองรถทั้งคัน เขาใช้สัดส่วน รูปทรง และงานสีร่วมกัน เพื่อให้รถมีบุคลิกที่เห็นแล้วจำได้
สำหรับคนที่คุ้นเคยกับการเลือกของแต่งทีละชิ้น วิธีคิดแบบนี้ชวนให้กลับมามองภาพรวม แฮนด์ ถังน้ำมัน ล้อ เบาะ และบังโคลน ต่างมีผลต่อกัน ของแต่งที่สวยเมื่อวางอยู่ลำพังอาจให้ผลต่างออกไปเมื่อติดตั้งบนรถจริง
อีกด้านหนึ่ง Ness ยังทำให้แนวคิดจากรถที่สร้างเฉพาะคันเดินทางไปสู่สินค้าที่คนทั่วไปซื้อมาใช้ได้ เมื่อชิ้นส่วนของ Builder ถูกติดตั้งบนรถหลายพันคัน อิทธิพลของเขาก็ขยายออกไปไกลกว่ารถโชว์ในอู่ของตัวเอง
ผู้สร้างของแต่งจึงมีส่วนเปลี่ยนวัฒนธรรมได้มากพอ ๆ กับคนที่สร้างรถทั้งคัน
Willie G. Davidson: คนที่เชื่อมโลก Custom กับรถจากโรงงาน
เรื่องของ Willie G. Davidson ช่วยให้เห็นบทบาทอีกแบบหนึ่งของผู้สร้าง เขาทำงานอยู่ภายใน Harley-Davidson และมีส่วนสำคัญในการออกแบบรถอย่าง Super Glide ปี 1971, Café Racer ปี 1977 และ Fat Boy ปี 1990
งานของเขาทำให้เรามองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างรสนิยมของคนขี่กับการออกแบบรถที่ผลิตจำนวนมาก แนวคิดเรื่อง Factory Custom เปิดทางให้ผู้ซื้อได้รถที่มีบุคลิกชัดเจนตั้งแต่ออกจากโชว์รูม และยังสามารถนำไปแต่งต่อในแนวทางของตัวเองได้
โจทย์ของนักออกแบบในโรงงานแตกต่างจากงานสร้างรถเฉพาะคัน พวกเขาต้องคิดถึงการผลิต การใช้งาน และผู้ขี่ที่มีความต้องการหลากหลาย ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาความรู้สึกที่ทำให้คนอยากเป็นเจ้าของรถคันนั้น
เมื่อมองในมุมนี้ อู่ Custom กับโรงงานผู้ผลิตจึงมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด คนแต่งรถเสนอความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ส่วนโรงงานเลือกนำบางแนวคิดมาพัฒนาให้เข้าถึงคนจำนวนมากขึ้น
Indian Larry และ Jesse James: เมื่อคนดูได้เห็นกระบวนการสร้าง
ช่วงปลายทศวรรษ 1990 ต่อเนื่องถึงต้นทศวรรษ 2000 สื่อโทรทัศน์ทำให้คนจำนวนมากได้รู้จักโลกของ Builder ผ่านทั้งรถ ผลงาน และบุคลิกของผู้สร้าง
Indian Larry เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เขามีพื้นฐานทั้งงานเครื่องกล งานโลหะ และการสร้างรถ โดยผสมแนวทาง Classic Chopper เข้ากับอิทธิพลของ Hot Rod ชื่อของเขาเป็นที่รู้จักกว้างขึ้นผ่าน Motorcycle Mania และ Biker Build-Off
เสน่ห์ของงานลักษณะนี้อยู่ที่การได้เห็นว่ารถเกิดขึ้นอย่างไร ตั้งแต่ชิ้นส่วนบนโต๊ะทำงานไปจนถึงรถที่ออกไปวิ่งบนท้องถนน คนดูเริ่มสนใจวิธีขึ้นรูปโลหะ การจัดวางเครื่องยนต์ และรายละเอียดที่เคยมองผ่านไปเมื่อเห็นเพียงภาพรถที่ทำเสร็จแล้ว
ในอีกด้านหนึ่ง Jesse James และ West Coast Choppers แสดงให้เห็นว่าชื่อของอู่และตัวตนของผู้สร้างสามารถขยายไปสู่เสื้อผ้า สติกเกอร์ และสินค้าที่คนรู้จักนอกเหนือไปจากวงการรถแต่งได้
ยุคนี้จึงเป็นช่วงที่น่าศึกษาทั้งในแง่ฝีมือและการสื่อสาร รถหนึ่งคันมีเรื่องราวมากขึ้นเมื่อคนดูรู้จักผู้สร้าง แต่การทำความเข้าใจผลงานก็ยังต้องกลับไปดูรายละเอียดบนรถ ว่าความคิดและทักษะของเขาปรากฏอยู่ตรงไหนบ้าง
ญี่ปุ่น: การตีความรถอเมริกันผ่านสายตาอีกแบบหนึ่ง
เมื่อวัฒนธรรม Custom Bike เดินทางไปที่ประเทศญี่ปุ่น รถอเมริกันถูกนำมาตีความผ่านวิธีคิดและงานฝีมือที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดต่างออกไป ผู้สร้างอย่าง Shinya Kimura และ Go Takamine ช่วยให้เห็นความหลากหลายของแนวทางนี้
งานของ Shinya เปิดพื้นที่ให้ผิววัสดุ ร่องรอย และรูปทรงที่สร้างด้วยมือมีบทบาทเด่นยิ่งขึ้น วิธีทำงานของเขาอาศัยการลงมือกับชิ้นงานจริง และศึกษาบุคลิกของรถก่อนพัฒนาเป็นผลงานใหม่ ตัวอย่างรถอย่าง BMW R 18 “The Wal” ยังแสดงให้เห็นว่าแนวคิดเดียวกันสามารถใช้กับรถสมัยใหม่ได้ด้วย
ส่วน Go Takamine แห่ง Brat Style มีแนวทางที่ผูกกับความเรียบง่ายและการใช้งาน จุดเริ่มต้นของวิธีคิดนี้เกี่ยวข้องกับการใช้รถในสภาพการจราจรของโตเกียว ก่อนขยายไปสู่งานรถ Vintage และโปรเจกต์ร่วมกับผู้ผลิตอย่าง Indian Motorcycle
สองคนนี้ทำให้เห็นว่า รถ Custom สามารถมีพลังได้จากทั้งงานโลหะที่มีบุคลิกเฉพาะ และการจัดสัดส่วนอย่างพอดีจนรถดูเรียบง่าย
เมื่อเราเริ่มรู้จักวิธีคิดของผู้สร้าง รายละเอียดเล็ก ๆ อย่างช่องว่างใต้ถัง ความสูงของเบาะ หรือแนวเส้นบังโคลน ก็จะเริ่มมีความหมายมากขึ้น
Roland Sands: สมรรถนะเป็นส่วนหนึ่งของงานออกแบบ
อีกแนวทางที่สำคัญคือการนำประสบการณ์จากสนามแข่งมาใช้กับรถ Custom โดยมี Roland Sands เป็นหนึ่งในตัวอย่างชัดเจน
ก่อนก่อตั้ง Roland Sands Design ในปี 2005 เขาเป็นนักแข่งและคว้าแชมป์ AMA 250GP ในปี 1998 ประสบการณ์ด้านการแข่งขันเชื่อมต่อมาสู่งานสร้างรถและออกแบบผลิตภัณฑ์ ซึ่งผสมอิทธิพลของ Sport Bike เข้ากับ Chopper
เมื่อสมรรถนะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด รูปร่างของรถก็เปลี่ยนตามไปด้วย ท่านั่ง ระยะห่างจากพื้น ระบบกันสะเทือน ล้อ และเบรก กลายเป็นองค์ประกอบที่ต้องคิดร่วมกับความสวยงาม
รถ Custom ในแนวทางนี้ชวนให้สนใจต่อว่า รถจะตอบสนองอย่างไรเมื่อขี่จริง และแต่ละชิ้นส่วนช่วยให้คนขี่ทำอะไรได้ดีขึ้น ความต้องการใช้งานจึงกลายเป็นแรงผลักดันในการออกแบบ
สำหรับคนที่ชอบ Harley และรถ American V-Twin นี่เป็นอีกมุมที่น่าติดตาม เพราะรถพื้นฐานเดียวกันสามารถถูกพัฒนาให้มีบุคลิกการขี่แตกต่างกันได้มาก ตามสิ่งที่ Custom Builder ให้ความสำคัญ
The Builder จะพาเราไปดูอะไรต่อ?
ชื่อที่กล่าวถึงในตอนนี้เป็นเพียงบางส่วนของโลก Custom และแนวทางเหล่านี้ก็ยังดำเนินอยู่ร่วมกัน คนสร้าง Chopper ยังคงทดลองสัดส่วนใหม่ ช่างที่รักรถเก่ายังพัฒนางานฝีมือ ส่วนผู้สร้างรถที่เน้นสมรรถนะก็ยังค้นหาวิธีทำให้รถตอบสนองได้ดียิ่งขึ้น
ในตอนต่อ ๆ ไป The Builder จะพาไปรู้จักผู้สร้างทีละคน ทั้งคนที่สร้างรถทั้งคันและคนที่เชี่ยวชาญในชิ้นส่วนบางอย่าง เราจะดูว่าเขาเริ่มต้นจากอะไร คิดอย่างไร เลือกใช้วิธีไหน และผลงานใดช่วยให้แนวทางของเขาเป็นที่จดจำ
ตั้งแต่ถังน้ำมันที่ขึ้นรูปด้วยมือ งานสีที่สร้างบุคลิกให้รถ เบาะที่ทำให้สัดส่วนลงตัว ไปจนถึงล้อ เบรก และชิ้นส่วนที่เปลี่ยนการขี่ ทุกส่วนมีคนคิดและลงมือทำอยู่เบื้องหลัง
ครั้งต่อไปที่เห็นรถ Custom แล้วรู้สึกว่าคันนี้มีอะไรพิเศษ ลองมองให้ละเอียดขึ้นอีกนิด เราอาจเริ่มเห็นลายเซ็นต์ของคนสร้างอยู่ในแนวเส้น รอยต่อ และการเลือกชิ้นส่วนแต่ละชิ้น
และนั่นคือเรื่องราวที่ The Builder อยากพาไปทำความรู้จักครับ
